บทเรียนนี้ในรูปแบบวิดีโอ (ภาษาฝรั่งเศส):
ติดตามช่อง YouTube "Cours de chinois" (ภาษาฝรั่งเศส):
ติดตามช่อง!
ประเทศจีนเป็นประเทศที่กว้างใหญ่มาก มีพื้นที่ประมาณ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 19 เท่าของประเทศไทย! ประชากรมีความหลากหลายสูง: มีกลุ่มชาติพันธุ์ถึง 56 กลุ่ม ในจำนวนนี้ชาวฮั่นซึ่งถือเป็นคนจีน "ดั้งเดิม" คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุด แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์มีภาษาของตนเอง (ยกเว้นชาวหุย แต่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) และบ่อยครั้งยังมีความแตกต่างย่อย ๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ระดับสำเนียงไปจนถึงระดับภาษาถิ่น
ชาวจีนมีภาษาถิ่นหลัก ๆ อยู่หลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างภายในมากจนบางครั้งคนต่างเมืองฟังกันไม่เข้าใจ แม้จะอยู่ในกลุ่มภาษาถิ่นเดียวกันก็ตาม เพื่อรับมือกับความหลากหลายเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องมีภาษากลางที่ใช้ร่วมกัน นั่นคือภาษาจีนกลาง ในภาษาจีนเรียกว่า Pǔtōnghuà (อ่านออกเสียงใกล้เคียงกับ "ผู่ทงฮว่า") แปลตรงตัวว่า "ภาษาพูดที่ใช้สื่อสารกันทั่วไป" ก็คือภาษากลางนั่นเอง
คอร์สเรียนภาษาจีนออนไลน์บน chine-culture.com เป็นคอร์สเรียนภาษาจีนกลาง
ภาษาพูดและการเขียน
ภาษาจีนมีลักษณะพิเศษที่เป็นทั้งเสน่ห์และความยาก นั่นคือ ตัวเขียนไม่ได้บอกการออกเสียง (หรือบอกได้เพียงเล็กน้อยและไม่เคยบอกได้อย่างแม่นยำ) คุณจึงสามารถเรียนพูดภาษาจีนได้โดยไม่ต้องอ่านหรือเขียนเป็น คอร์สนี้สอนทั้งการพูดและการเขียนภาษาจีน แต่ตัวอักษรบางตัวในคำศัพท์จะไม่บังคับให้เรียนเขียน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้การเขียนกลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนภาษา
ระบบถอดเสียง: พินอิน
เนื่องจากตัวเขียนภาษาจีนไม่ได้บอกการออกเสียง จึงจำเป็นต้องมีระบบถอดเสียง ตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา ระบบถอดเสียงภาษาจีนอย่างเป็นทางการคือ พินอิน ซึ่งในภาษาจีนแปลว่า "สะกดเสียง" ก่อนทศวรรษ 1950 แต่ละประเทศต่างมีระบบถอดเสียงของตนเอง ด้วยเหตุนี้ หนังสือเก่า ๆ เกี่ยวกับประเทศจีนจึงถอดเสียงคำภาษาจีนไว้ไม่ตรงกับ พินอิน ตัวอย่างเช่น แคว้นบ้านเกิดของขงจื๊อ (แคว้นหลู่) ระบบถอดเสียงแบบฝรั่งเศสในอดีตเขียนว่า "Lou" เพราะในภาษาฝรั่งเศส ตัว "ou" ออกเสียงเป็นสระ อู ส่วนใน พินอิน คำนี้เขียนว่า "lu" เพราะ "u" ในพินอินออกเสียงเป็นสระ อู แบบภาษาไทย (แต่บางครั้งก็ออกเสียงเป็น อี ที่ห่อริมฝีปาก ซึ่งเราจะได้เรียนในบทต่อ ๆ ไป) การเรียนความแตกต่างของการออกเสียงทั้งหมดระหว่าง พินอิน และภาษาไทยในคราวเดียวคงน่าเบื่อมาก หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย และจะทำให้ผู้เริ่มต้นหมดกำลังใจ อีกทั้งก็ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก คอร์สเรียนภาษาจีนนี้จึงจะค่อย ๆ นำเสนอความแตกต่างเหล่านี้ทีละน้อย และคุณสามารถดูสรุปทั้งหมดได้ทุกเมื่อที่หน้า พินอิน
วรรณยุกต์ของพินอิน
ในภาษาจีน ตัวอักษรหนึ่งตัวตรงกับหนึ่งพยางค์ คำภาษาจีนโดยทั่วไปมีหนึ่งหรือสองพยางค์ บางคำมีสามพยางค์ และมีน้อยมากที่มีสี่พยางค์ ทุกพยางค์ล้วนมีความหมาย ตัวอย่างเช่น ในคำว่า "nǐhǎo" ที่แปลว่า "สวัสดี" นั้น "nǐ" แปลว่า "คุณ" และ "hǎo" แปลว่า "ดี, สบายดี" การทักทายในภาษาจีนจึงเป็นการอวยพรให้อีกฝ่ายสบายดี คล้ายกับคำว่า "สวัสดี" ในภาษาไทย ซึ่งมาจากคำสันสกฤตที่หมายถึงความดีงามและความเป็นสิริมงคล
ในภาษาจีนกลาง ทุกพยางค์มีวรรณยุกต์ กล่าวคือ ระดับเสียงของแต่ละพยางค์จะเปลี่ยนไประหว่างเสียงต่ำกับเสียงสูง ข้อนี้คนไทยได้เปรียบ เพราะภาษาไทยก็เป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ คุณจึงคุ้นเคยอยู่แล้วว่าเมื่อระดับเสียงเปลี่ยน ความหมายของคำก็เปลี่ยนตาม แต่วรรณยุกต์ของภาษาจีนกลางไม่ตรงกับวรรณยุกต์ไทย จึงต้องฝึกฟังและเลียนเสียงจนชินหู การรับรู้ (แยกแยะด้วยหู) และการออกเสียงวรรณยุกต์ให้ถูกต้องต้องอาศัยการฝึกฝน และโดยทั่วไปใช้เวลาหลายเดือน ดังนั้นอย่าเพิ่งท้อใจ
ภาษาจีนกลางมีระดับเสียงที่แตกต่างกัน 4 แบบ เรียกว่า วรรณยุกต์ทั้งสี่ของภาษาจีน วรรณยุกต์ทั้งสี่นี้เขียนด้วยเครื่องหมายเหนือพยางค์ บางพยางค์อาจไม่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์ ซึ่งเรียกว่า เสียงเบา
ตัวอย่างวรรณยุกต์ทั้งสี่และเสียงเบาในพยางค์ "ma":
- เสียงที่ 1: 妈 (แม่) คือเสียงสูงระดับ หรือ เสียงที่ 1
ฟังเสียง:
- เสียงที่ 2: 麻 (ป่าน) คือเสียงขึ้น หรือ เสียงที่ 2
ฟังเสียง:
- เสียงที่ 3: 马 (ม้า) คือเสียงต่ำ หรือ เสียงที่ 3
ฟังเสียง:
- เสียงที่ 4: 骂 (ด่า) คือเสียงลง หรือ เสียงที่ 4
ฟังเสียง:
- เสียงที่ 5: 吗 (คำเสริมแสดงคำถาม: วางไว้ท้ายประโยคเพื่อเปลี่ยนให้เป็นประโยคคำถาม) คือเสียงเบา หรือ เสียงที่ 5 ที่จริงแล้วคือการไม่มีวรรณยุกต์ จึงไม่ค่อยเรียกกันว่าเสียงที่ 5 ควรเรียกว่าเสียงเบามากกว่า
ฟังเสียง:
เครื่องหมายวรรณยุกต์ของพินอินเขียนไว้บนสระ หากพยางค์มีสระหลายตัว ให้เลือกสระตามลำดับความสำคัญดังนี้: a, o, e, u, i (ยกเว้นกรณี ui ซึ่งวางไว้บน i) ตัวอย่าง: mǎi, huā, jiā, dōu, shuō, què, suì, xiě, jiǔ ...
การออกเสียงคำศัพท์ของบทที่ 1
สรุปคำศัพท์ของบทที่ 1:
: ฉัน, ผม
: คุณ
: เขา (ผู้ชาย)
: ดี, สบายดี
: สวัสดี
: มาก
: คำเสริมแสดงคำถามพื้นฐาน
: คำเสริมแสดงคำถาม (ใช้ถามคำถามเดิมกลับ ตัวอย่าง: แล้วคุณล่ะ?)
: ขอบคุณ
: คำปฏิเสธ (ไม่)
: ลาก่อน
ฝึกพูดคำเหล่านี้ตาม โดยเลียนแบบเสียงที่บันทึกไว้
ข้อสังเกตด้านสัทศาสตร์
หากต้องการออกเสียงภาษาจีนให้ถูกต้อง คุณควรพยายามเลียนแบบการออกเสียงจากเสียงบันทึกให้ใกล้เคียงที่สุด และอย่าพยายาม "อ่าน" พินอินเอาเองเป็นอันขาด
ส่วนเรื่องวรรณยุกต์ ในช่วงแรกไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพียงฟังเสียงบันทึกแล้วพูดตาม โดยพยายามเลียนแบบระดับเสียงให้ได้
คอร์สเรียนนี้จัดทำร่วมกับ Learn-chinese.online



